ข่าวประชาสัมพันธ์
กลุ่มเอแอลทีบุกธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายแผงโซล่าเซลล์แบรนด์ " Q CELLS " รับเทรนด์พลังงานทางเลือกไทยโตสูง - การันตีคุณภาพเยี่ยม
  • กลุ่มเอแอลทีบุกธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายแผงโซล่าเซลล์แบรนด์ " Q CELLS " รับเทรนด์พลังงานทางเลือกไทยโตสูง - การันตีคุณภาพเยี่ยม

กลุ่มเอแอลที ส่งบริษัทลูก “อินโนว่า” ลุยขายแผงโซล่าเซลล์ “Q CELLS” แบรนด์ชั้นนำของโลกเทคโนโลยีประเทศเยอรมัน  หวังช่วยลูกค้าลดต้นทุน แถมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ชี้คุณภาพสินค้าอยู่ในระดับเทียร์ 1 ขณะที่ผู้บริหาร “Q CELLS” มองธุรกิจพลังงานทางเลือกในไทยเติบโตสูง พุ่งเป้าจับกลุ่มลูกค้าพรีเมี่ยม - บริษัทจดทะเบียน ตั้งเป้า 2 ปีมีส่วนแบ่งตลาด 15% ของยอดรวม 5 - 6 พันล้านบาทต่อปี
นางสมร ดีเส็ง กรรมการบริหาร บริษัทอินโนว่า เทเลคอมมิวนิเคชั่น จำกัด (INN) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทเอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ALT เปิดเผยว่า  บริษัท ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายแผงโซล่าเซลล์ในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ “ Q CELLS ” ซึ่งเป็นผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์  ชั้นนำของโลกที่ใช้เทคโนโลยีของประเทศเยอรมัน   ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าในประเทศ เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล และธุรกิจพลังงานทางเลือกในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตสูง 
บริษัทอินโนว่า เทเลคอมมิวนิเคชั่น จำกัด ประกอบธุรกิจ ผลิตเสาอากาศรับสัญญาณ และจำหน่ายสินค้าในกลุ่มโทรคมนาคม เช่น อุปกรณ์กรอง และรวมสัญญาณ อีกทั้งยังให้บริการในรูปแบบ One Stop Repair Service Center ซึ่งให้บริการซ่อมบำรุงและทดสอบอุปกรณ์โทรคมนาคมแบบครบวงจร ขณะที่การจัดจำหน่ายแผงโซล่าเซลล์ ถือเป็นธุรกิจใหม่ที่จะมาเสริมกำลังให้บริษัทแข็งแกร่งมากขึ้น
  นางสมรกล่าวต่อว่า แผงโซล่าเซลล์ ภายใต้แบรนด์ “ Q CELLS ” ถือเป็นแบรนด์ชั้นนำ ติด อันดับ TOP 10 ของโลก โดยจุดเด่นเป็นแผงโซล่าที่มีคุณภาพความปลอดภัยสูงสุด รวมทั้งมีความคงทน และสามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่ผลิตในประเทศจีน อีกทั้งแผ่น Q Cells ไม่สามารถปลอมแปลงได้ เนื่องจากมี สัญลักษณ์ “Q” จาก Laser Marking ภายในเซลล์ทุกเซลล์  ขณะที่ราคาก็สามารถแข่งขันได้  แม้ราคาจะสูงกว่าคู่แข่งเพียงเล็กน้อย แต่หากพิจารณาควบคู่ไปกับมาตรฐานความปลอดภัย  และประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าต่อเนื่อง 25 ปี ที่จะได้รับแล้วนั้น 
แผงโซล่าเซลล์   “ Q CELLS ”  ถือว่าคุ้มค่าและได้คุณภาพอยู่ในมาตรฐานระดับโลก 
“ธุรกิจจัดจำหน่ายแผงโซล่าเซลล์   ถือเป็นโปรดักส์ใหม่ของบริษัทในปีนี้และในอนาคต ซึ่งบริษัทจะหันมาโฟกัสเป็นพิเศษ   เพราะมองว่าแนวโน้มคนจะหันมาให้ความสนใจการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น   ซึ่งแผงโซล่าเซลล์นอกจากจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยประหยัดหรือช่วยลดต้นทุนการใช้ไฟฟ้าด้วย   โดยลูกค้าหลักๆ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของบริษัทจะเป็นผู้รับเหมาที่ต้องการซื้อแผงโซลาไปติดตั้งให้ลูกค้าบุคคลและลูกค้าองค์กร” นางสมรกล่าว
ด้านนายจุงฮัน ควอน กรรมการผู้จัดการ บริษัท Q CELLS ประเทศไทย  กล่าวว่า Q CELLS  เป็นผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์ ที่อยู่ภายใต้บริษัท Hanwha Group  ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศเกาหลีใต้   ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆของประเทศเกาหลีใต้ มีธุรกิจหลากหลายทั้งธุรกิจไฟฟ้า, ธุรกิจการเงินและธุรกิจประกันชีวิต เป็นต้น   และเป็นบริษัทจดทะเบียนติดอันดับฟอร์จูน 500
สำหรับบริษัท  Q CELLS  นั้นบริษัทแม่คือ  Hanwha Group ได้ไปซื้อกิจการมาจากประเทศเยอรมัน ดังนั้นเทคโนโลยีของ Q Cells จึงเป็นเทคโนโลยีของเยอรมัน  ที่มีมาตรฐานเทียร์ 1 และอยู่ใน10ระดับแลกของโลก ซึ่งสินค้าของ Q CELLS   นั้นได้จำหน่ายไปทั่วโลก โดยมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 สัดส่วน 26.4% ในอเมริกา ในขณะที่ทั่วโลกตื่นตัวเรื่องของพลังงานสะอาด ถือเป็นเทรนด์ใหญ่ของโลก บริษัทเล็งเห็นความสำคัญนี้ โดยเราใช้โซล่าเซลล์จากสายการผลิตโซล่าเซลล์ของบริษัทเท่านั้น โซล่าเซลล์แต่ละชิ้นผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีทันใหม่และใส่ใจถึงสิ่งแวดล้อม ทำให้แผงโซล่าเซลล์ของ Q CELLS  ได้รับการรรับรอง CFP (Carbon foot print) class 1 และก้าวสูง นวัตกรรมใหม่ Ultra low-carbon ซึ่งจะลดค่า CFP ลงอีกครึ่งนึง ดังนั้นพลังงานที่ผลิตจากแผงโซล่าเซลล์ของเราจึงสะอาดตั้งแต่สายการผลิต
ในส่วนของประเทศไทยนั้น ทาง Hanwha Group มองว่าพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะแผงโซล่าเซลล์มีศักยภาพเติบโตสูงมาก มีมูลค่าตลาดรวม 5,000 - 6,000 ล้านบาทต่อปี โดยทาง “ Q CELLS ” ได้แต่งตั้งบริษัท อินโนว่า เทเลคอมมิวนิเคชั่น จำกัด เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยม หรือลูกค้าตลาดบน ในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่เน้นเรื่องการทำธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ( ESG ) หรือมุ่งมั่นให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และตั้งเป้าหมายในอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีส่วนแบ่งตลาด15%